Posted on

7 วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

     โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เป็นโรคที่สลายของเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว หรือผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไป โดยเนื้อและมวลกระดูกลดลง จนทำให้เสื่อม บริเวณที่พบได้บ่อย ได้แก่ สะโพก ข้อมือ และสันหลัง หากเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น ทำให้กระดูกบาง เปรอะ แตกหักง่าย และเชื่อมติดช้า ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างที่อันตรายจนถึงชีวิตได้

อาการของโรค

     ช่วงแรกจะไม่ทราบถึงอาการ แต่ทราบได้จากอาการบ่งชี้อื่น ๆ เช่น มีอาการปวดหลังเรื้อรัง มีอาการหลังค่อม ส่วนสูงลดลง แขน กระดูกข้อมือ สะโพก หรือสันหลังแตกหักง่าย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. เพศ มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การทำงานของกระดูกลดลงไปด้วย
  2. อายุที่มากขึ้น ทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายในวัย 60 ปีขึ้นไป เซลล์สร้างกระดูกีจำนวนลดลง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้
  3. กรรมพันธุ์ หากมีญาติมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน จะทำให้เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนได้
  4. ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์ เบาหวาน เป็นต้น
  5. การสูบบุหรี่ สารพิษในควันบุหรี่ จะลดการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก
  6. การทานยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชักบางชนิด หากจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้เป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ควบคู่ไปด้วย
  7. การบริโภคอาหาร การได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกไม่เพียงพอ อาหารที่มีโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ที่มีกรดสูง การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชา กาแฟ เป็นต้น
  8. การออกกำลังกาย หากไม่ได้ขยับร่างกายเลยหรือขัยน้อย ทำให้เซลล์สลายกระดูกเพิ่มจำนวนและทำงานมากขึ้น

การป้องกันโรคกระดูกพรุน

  1. การรับแสงแดด จะทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีที่ช่วยในการสร้างกระดูก
  2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวัน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูงควรรับประทานให้เพียงพอต่อความต้องการของวัน
  3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม
  4. ไม่สูบบุหรี่
  5. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์
  6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  7. หากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจกรองโรคกระดูพรุน

วิธีรักษา

  1. การรักษาด้วยยา โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

เช่น

  • พิจารณาฮอร์โมนเอสโตรเจน มักให้ในกลุ่มผู้ป่วยตัดรังไข่ หรือ เพื่อลดอาการจากการหมดประจำเดือน
  • แคสซิโนติน (Calcitonin) เป็นฮอร์โมนธรรมชาติที่สกัดจากปลาแซลมอน ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และลดอุบัติการณ์กระดูกสันหลังหัก มีฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้
  • ฮอร์โมนพาราไทรอยด์ในผู้ป่วยที่กระดูกพรุนรุนแรง
  1. การรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากภาวะกระดูกหัก
  • เช่น การฉีดซีเมนต์เพื่อเสริมโครงกระดูกสันหลัง ในผู้สูงอายุบางรายที่มีภาวะกระดูกสันหลังหัก หรือยุบ ที่มีอาการปวดหลัง และกระดูกสันหลังผิดรูป
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในผู้ที่กระดูกสะโพกหัก จะเป็นการนำส่วนของข้อสะโพกเดิมที่เสื่อมสภาพ กระดูกตาย หรือแตกหักออก และทดแทนข้อใหม่ด้วยข้อสะโพกเทียม ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมนั้น ผู้ป่วยจะหายจากอาการเจ็บปวด มีข้อสะโพกที่มั่นคง เคลื่อนไหวได้ดี สามารถใช้งานได้เหมือนหรือใกล้เคียงกับปกติ

     ดังนั้น โรคกระดูกพรุนก็มีอันตรายเหมือนกัน ต้องคอยตรวจคัดกรองโรค ยิ่งเจอเร็วยิ่งรักษาได้ไว หากปล่อยไว้อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

อ้างอิง

วิชัยยุทธ. (14 ต.ค. 2563). กระดูกพรุน ภัยร้ายของผู้สูงอายุ. สืบค้นจาก

     https://www.vichaiyut.com/th/clinics/orthopedic/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%

     94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99-

     %E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8/

นครธน. ยืน เดิน นั่งลำบาก ภาวะกระดูกพรุน ภัยเงียบของผู้สูงอายุ. สืบค้นจาก 

     https://www.nakornthon.com/article/detail/%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99- 

     %E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99-

     %E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%81-

     %E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0

     %B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94

     %E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8

     %B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0

     %B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA

     %E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8

Posted on

เบาหวานขึ้นตาคืออะไร แล้วทำไมถึงอันตราย

     เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้มากที่สุดของคนไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกวัน เบาหวานเป็นโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายและอวัยวะ รวมถึง ดวงตา จึงมีอาการของโรค ว่า “เบาหวานขึ้นตา” นั่นเอง

โรคเบาหวาน

     เบาหวานเกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เนื่องจากการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน มีสาเหตุมาจากตับอ่อนผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือเซลล์ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินที่ร่างกายผลิต ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะทำให้เกิดความผิดปกติของหลอดเลือด ซึ่งส่งผลต่ออวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในที่สุดได้

เบาหวานขึ้น(จอ)ตา คืออะไร

     ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ทำให้เส้นเลือดที่จอประสาทตา (Retina) เกิดความเสียหายจากน้ำตาลอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ในระยะแรกอาจไม่พบอาการ หรือมีการมองเห็นผิดปกติเพียงเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้นาน และไม่ได้รับการรักษาจนมีอาการรุนแรง อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ในที่สุด

อาการเป็นอย่างไร

  • ในระยะแรกของเบาหวานขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติใดใดในการมองเห็น
  • มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
  • มีจุดเลือดออกในจอตา
  • ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
  • ไขมันรั่วออกมาในจอตา ทำให้จอประสาทตาบวม
  • มีเลือดออกในน้ำวุ้นตา
  • จอประสาทตาหลุดออก
  • แยกแยะสีได้ยากขึ้น
  • เห็นภาพมืดเป็นบางจุด เป็นแถบ ๆ
  • ตามัวลงจนสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

***แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติเลยแม้อยู่ในระยะรุนแรงแล้วก็ตาม จึงควรหมั่นตรวจเกี่ยวกับดวงตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

การรักษา

  • หากผู้ป่วยเป็นในระยะแรก แพทย์จะให้ผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ
  • รักษาด้วยเลเซอร์ ใช้ในระยะที่เลือดออกในตายังไม่มาก เพื่อควบคุมและรักษาการรั่วซึมของหลอดเลือด จอตาขาดเลือด และหลอดเลือดที่ผิดปกติ จะไม่ทำให้การมองเห็นดีขึ้น แต่จะช่วยชะลอหรือป้องกันไม่ให้สายตาแย่ลงเท่านั้น
  • ฉีดยาเข้าไปในวุ้นตา ในกรณีผู้ป่วยจอประสาทตาบวม เพื่อลดการบวมขอจอประสาทตา ช่วยให้การมองเห็นไม่แย่ลง หรือการมองเห็นดีขึ้นได้
  • การผ่าตัด ในกรณีผู้ป่วยมีเลือดเต็มจอประสาทตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร

การป้องกัน

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาจใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลเป็นตัวช่วยควบคุม ระดับความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • รับประทานยารักษาเบาหวานตามกำหนดที่แพทย์สั่ง
  • งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น และควรไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน หากพบว่ามีการมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ตามัว มองไม่ชัด หรือมองเห็นเป็นจุดดำ เป็นต้น
  • ผู้ป่วยเบาหวานควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาเป็นประจำทุกปี ถึงแม้ว่าการมองเห็นจะยังคงเป็นปกติก็ตาม
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ควรตรวจตาทันทีที่ตั้งครรภ์หรือใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะการตั้งครรภ์อาจทำให้อาการต่าง ๆ ของเบาหวานขึ้นตารุนแรงขึ้นได้

ที่มา

Bangkok Hospital. เบาหวานขึ้นตา ดูแลให้ดีก่อนสูญเสียการมองเห็น. สืบค้นจาก

     https://www.bangkokhospital.com/content/diabetic-retinopathy

พญาไทย. (24 มีนาคม 2563).เบาหวานขึ้นตา…ปล่อยไว้นานอาจตาบอดได้. สืบค้นจาก

     https://www.phyathai.com/article_detail/3137/th/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%

     E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E2%80%A6%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0

     %B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%

     B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%94%E

     0%B9%89?branch=PYT1

รามาแชนแนล. (23 มีนาคม 2564). ภาวะเบาหวานขึ้นตา อันตรายถึงตาบอดตลอดชีวิต. สืบค้นจาก

    https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/diabetics-230321/

ศิครินทร์. เบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนอันตรายอันดับ 1 ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน. สืบค้นจาก

     https://www.sikarin.com/health/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%

     B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%

     B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8B

Posted on

ทำอย่างไรเมื่อเกิดความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง

     ค่าความดันโลหิตปกติจะมีค่าอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งวัดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ (ความดันช่วงบนและช่วงล่าง) แต่หากวัดแล้วได้ค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปถือว่ามีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง แต่ต้องดูค่าตามช่วงอายุ เพราะในแต่ละช่วงอายุ ค่าความดันโลหิตจะต่างกัน นอกจากนี้ค่าความดันที่สูงอาจไม่ได้หมายถึงการเป็นความดันโลหิตสูงเสมอไปเพราะสามารถเกิดได้จากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ภาวะทางอารมณ์ การออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น โดยจะมีอาการเวียนศีรษะ ตึงต้นคอ ส่วนมากจะเป็นในช่วงตื่นนอน แต่สำหรับคนที่เป็นความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลานานจะมีอาการใจสั่น อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว หรืออาจมีเลือดกำเดาไหลร่วมด้วย

สาเหตุของการเกิดความดันโลหิตสูง

     โดยปกติผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะตรวจไม่พบสาเหตุ แต่หากตรวจพบจะมีสาเหตุมาจากโรคหรือภาวะอื่น ๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง เบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเกิดจากพฤติกรรมหรือสาเหตุเสี่ยง ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และพันธุกรรม เป็นต้น

ทำอย่างไรเมื่อเกิดความดันโลหิตสูง

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อความดันโลหิต เช่น การรับประทานผัก ผลไม้ หรือธัญพืช

  • หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของหมัก ของดอง เช่น กุ้งแห้ง ผักกาดดอง ปลาหมึกแห้ง ปลาร้า หอยดอง เพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีปริมาณของโซเดียมสูง 

  • ควบคุม และจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ 

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 

  • ดูแล และรักษาสุขภาพจิตให้เป็นปกติ พยายามผ่อนคลาย ไม่เครียด หมั่นบริหารสุขภาพจิตอยู่เสมอ หรือการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ 

  • ยาที่ผู้ป่วยรับประทานอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้ 

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

     ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตต่ำ หรือความดันโลหิตสูงก็มีผลกระทบต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอันตรายได้ การดูแลตัวเอง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนให้เพียงพอจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และมีค่าความดันที่ปกติ

แหล่งอ้างอิง

RAKMOR MEDICAL. (23 มิถุนายน 2564). ระดับค่าความดันปกติ แต่ละช่วงวัยมีเกณฑ์ตารางค่าความดันเลือดเท่าไหร่บ้าง ?. สืบค้นจาก

     https://rakmor.com/normal-pressure/

โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ. สังเกตอาการความดันต่ำต้องระวัง.สืบค้นจาก

     https://www.sikarin.com/health/hypotension

โรงพยาบาลเพชรเวท. (12 มีนาคม 2563). รู้จักความดันโลหิต ก่อนเกิดอาการสูง-ต่ำ. สืบค้นจาก

     https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Hypertension

Posted on

ความดันโลหิตต่ำ

     ความดันโลหิตต่ำ คือ ภาวะที่มีความดันโลหิตต่ำกว่า 90/60 (mm/Hg) ในผู้ใหญ่ และในผู้สูงอายุมีค่าความดันต่ำกว่า 100/70 (mm/Hg) มักจะพบในผู้ที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตต่ำ

อาการของความดันโลหิตต่ำ

     ปกติแล้วความดันโลหิตต่ำจะไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ แต่หากอยู่ในภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงจะมีอาการเกิดขึ้นชั่วคราว ดังนี้

* อาการหูอื้อ

* มื้อเท้าเย็น

* เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมกะทันหัน

* ใจเต้นแรง ใจสั่น หายใจลำบาก

* ตาพร่าเบลอ ตาลาย

* คลื่นไส้

* เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

* กระหายน้ำ

* ระบบการย่อยอาหารไม่ดี

     ภาวะความดันโลหิตต่ำย่อมส่งผลร้ายต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง เลือดไปล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ซึ่งง่ายต่อการเกิดลิ่มเลือดทำให้หลอดเลือดอุดตัน และภาวะความดันโลหิตต่ำ ยังอาจทำให้เกิดภาวะช็อกได้ หากมีอาการขั้นรุนแรง

     นอกจากนี้ยังมีอาการหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนท่านั่ง หรือยืนกะทันหัน ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการยกศีรษะสูงขณะนอน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้อาการแย่ลง เช่น การนอนนาน ๆ การลุก หรือนั่งอย่างรวดเร็ว การอาบน้ำอุ่นจัด เป็นต้น

เมื่อความดันโลหิตต่ำควรทำอย่างไร

* หากมีอาการควรนั่งพัก หรือนอนลงทันทีโดยพยายามยกเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง 

* หลีกเลี่ยงการยืน หรือนั่งนาน ๆ 

* หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในเวลากลางคืน และพยายามลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

* เคลื่อนไหว หรือออกกำลังกายในช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจให้เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นการไขว้ขา หรือบิดตัว เป็นต้น 

* พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการนอนดึก

 

     ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตต่ำ หรือความดันโลหิตสูงก็มีผลกระทบต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอันตรายได้ การดูแลตัวเอง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนให้เพียงพอจึงมีความสำคัญ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง และมีค่าความดันที่ปกติ

แหล่งอ้างอิง

RAKMOR MEDICAL. (23 มิถุนายน 2564). ระดับค่าความดันปกติ แต่ละช่วงวัยมีเกณฑ์ตารางค่าความดันเลือดเท่าไหร่บ้าง ?.

     สืบค้นจาก https://rakmor.com/normal-pressure/

โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ. สังเกตอาการความดันต่ำต้องระวัง.

     สืบค้นจาก https://www.sikarin.com/health/hypotension

โรงพยาบาลเพชรเวท. (12 มีนาคม 2563). รู้จักความดันโลหิต ก่อนเกิดอาการสูง-ต่ำ.

     สืบค้นจากhttps://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Hypertension

Posted on

ความดันโลหิต

ความดันโลหิต

     ความดันโลหิตเป็นภาวะที่สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย และสามารถหายเองได้ แต่หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายได้

ความดันโลหิตคืออะไร

     ความดันโลหิต คือ ค่าความดันของกระแสเลือดที่ส่งแรงกระทบกับผนังหลอดเลือดแดง โดยเกิดขึ้นจากกระบวนการสูบฉีดเลือดของหัวใจ สามารถวัดความดันโลหิตได้ 2 ค่า ก็คือ ค่าความดันช่วงบนจากการบีบตัวของหัวใจ และค่าความดันช่วงล่างจากการคลายตัวของหัวใจ ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากค่าความดันโลหิตคือความดันโลหิตต่ำ และความดันโลหิตสูง

ค่าความดันโลหิตที่อยู่บนเครื่องวัดความดัน

     ค่าความดันโลหิต คือ ค่าแรงดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัวและคลายตัว ซึ่งเป็นค่าที่นิยมใช้ในการตรวจสุขภาพ และประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ให้กับผู้ป่วย โดยทั่วไปแล้วหน้าจอแสดงผลของเครื่องวัดความดันโลหิตจะแสดงค่าวัดออกมาทั้งหมด 3 ค่า คือ

  • SYS (Systolic) หมายถึง ค่าความดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว หรือเรียกว่า “ความดันตัวบน”

  • DIA (Diastolic) หมายถึง ค่าความดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว หรือเรียกว่า “ความดันตัวล่าง”

  • PUL (Pulse Rate) หมายถึง อัตราชีพจร หรือ อัตราการเต้นของหัวใจ

ค่าความดันโลหิตปกติในแต่ละช่วงวัย

  • ค่าความดันปกติของเด็กทารก: ไม่ควรเกิน 90/60 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าวัดความดันปกติของเด็กเล็ก อายุ 3-6 ปี: ไม่ควรเกิน 110/70 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าปกติความดันโลหิตของเด็กโต อายุ 7-17 ปี: ไม่ควรเกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าความดันปกติของผู้ชาย: ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าความดันปกติของผู้หญิง: ไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าความดันโลหิตปกติในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป: ไม่ควรเกิน 160/90 มิลลิเมตรปรอท

ที่มา

RAKMOR MEDICAL. (23 มิถุนายน 2564). ระดับค่าความดันปกติ แต่ละช่วงวัย

     มีเกณฑ์ตารางค่าความดันเลือดเท่าไหร่บ้าง ?. สืบค้นจาก https://rakmor.com/normal-pressure/

โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ. สังเกตอาการความดันต่ำต้องระวัง.

     สืบค้นจาก https://www.sikarin.com/health/hypotension

โรงพยาบาลเพชรเวท. (12 มีนาคม 2563). รู้จักความดันโลหิต ก่อนเกิดอาการสูง-ต่ำ.

     สืบค้นจาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Hypertension

Posted on

อายุ 60 ควรกินอะไร

อายุ 60 ควรกินอะไร

อายุ 60 ควรกินอะไร

อายุ 60 ปีเข้าแล้วอะไรหลายอย่างก็ไม่เหมือนเดิม เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านร่างกายที่เสื่อมลงไปตามอายุขัยและสภาพจิตใจที่มีการเปลี่ยน อย่างหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล เป็นผลมาจากการเจ็บป่วยหรือความเสื่อมของร่างกาย ดังนั้นจึงควรมีการดูแลสุขภาพตัวเอง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และสุขภาพดี ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกทานอาหารให้มีประโยนช์ต่อร่างกาย ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นผู้สูงอายุต้องเลือกทานอาหารให้หลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารต่างๆ ครบตามความต้องการของร่างกาย
หมู่ที่ 1 โปรตีน ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผู้สูงอายุควรเลี่ยงทานเนื้อสัตว์ที่มีหนังหรือไขมันมากเกินไป ส่วนเนื้อสัตว์ที่ควรทานได้แก่

  • เนื้อปลา เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ควรนำก้างออกให้หมด
  • ไข่ ควรทานวันละ 1ฟอง เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก แต่หากผู้สูงอายุมีปัญหาไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคเฉพาะไข่ขาว
  • นม ควรดื่มวันละ 1 แก้ว เนื่องจากมีโปรตีนและแคลเซียมสูง
  • ถั่วเมล็ดแห้ง มีโปรตีนสูง สามารถทานแทนเนื้อสัตว์ได้

หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต มีหน้าที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งผู้สูงอายุนั้นต้องการในปริมาณที่น้อย จึงควรทานแต่พอประมาณแค่พออิ่ม หรือ ข้าวมื้อละ 2 ทัพพี หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและของหวาน
หมู่ที่ 3 แร่ธาตุ ควรทานผักหลายๆ ชนิดสลับกัน เพราจะช่วยให้ย่อยง่ายและการขับถ่ายเป็นปกติ
หมู่ที่ 4 วิตามิน ผู้สูงอายุควรทานผลไม้ทุกวัน เพื่อที่จะได้รับวิตามินซีและเส้นใยอาหาร ควรเลือกทานผลไม้ที่เนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย อย่าง มะละกอ กล้วยสุก ซึ่งควรทานอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อวัน แต่ก็ควรเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด
หมู่ที่ 5 ไขมัน แม้ว่าผู้สูงอายุต้องการไขมันมันในปริมาณที่น้อย แต่ก็ขาดไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ควรบริโภคมากจนเกินไป ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน ในการปรุงอาหาร เพราะเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิก ที่ช่วยควบคุมไขมันในเลือด ช่วยลดภาวะหลอดเลือดแข็ง และโรคหัวใจขาดเลือด

แม้ว่าจะทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่แล้วก็ตามควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไปเพื่อป้องกัน อาการบาดเจ็บ ที่สำคัญควรดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน น้ำแม้จะไม่ให้พลังงาน แต่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมากในการนำสารอาหารต่างๆไปยังอวัยวะภายในร่างกาย ทำให้ผิวพรรณสดใสและเกิดความสดชื่น ควรหลีกเลี่ยงน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อสุขภาพที่ดี

อ้างอิง https://www.bangkokhealth.com/health/article/อาหารการกินในวัยผู้สูงอายุ-1794